Pearl ×

+662 291 7888

เพราะการเดินทางสู่โลกกว้าง
คือกำไรของชีวิต

พบและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในดินแดนต่างๆ บนโลกใบนี้...

โพสต์ข้อมูลรีวิวล่าสุด

ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางของคุณให้กับผู้อื่นได้ที่นี่ เพียงคุณเคยร่วมเดินทางกับกรุ๊ปทัวร์ดีดีของเรา หรือสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ ได้ที่นี่ สมัครสมาชิกเว็บไซต์

02

02/18
Pearl Vacation
0 0

ไม่หลงทางก็หลงรัก อิหร่าน รีวิว 2018 EP1

บอกต่อคนรู้จักของคุณ

 

ท่องเที่ยวอิหร่าน

จัตุรัสอิหม่าม Imam Square

สวัสดีทุกท่าน บทความนี้ก็อยากจะมาเล่าเชิงรีวิวให้เพื่อนๆได้อ่านกันเกี่ยวกับประเทศอิหร่าน ประเทศที่ไร้การคอนโทรล แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์อาจเป็นเพราะความที่ประเทศเพิ่งเปิดใหม่และมีนักท่องเที่ยวเข้าไปยังไม่มากเท่าไหร่นัก

แต่เชื่อเถอะว่า ท่านไหนที่กำลังจะตัดสินใจไปผมบอกได้เลยว่าไม่ผิดหวังและอาจจะหลงรักประเทศนี้เลยก็ได้ หรือเพื่อนคนไหนไปมาแล้ว ให้อีกสัก 5 ปีข้างหน้าหากมีโอกาสกลับไปเยือนอิหร่านอีกครั้งก็อาจจะพบกับอิหร่านที่ไม่เหมือนเดิมอาจจะลืมภาพเก่าไปเลยก็ได้ เพราะประเทศที่มีความพร้อมในหลายๆด้าน ทั้งทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังมีมากมายที่นี่ ความพร้อมในด้านต่างๆ ที่อาจจะทำให้ประเทศแห่งนี้ ถ้าเปิดประเทศเต็มตัวแล้วอาจจะพัฒนาแบบก้าวกระโดดไปเลยก็ได้ โอเคเกริ่นมาพอสมควรเรามาลุยรีวิวท่องเที่ยวกันเลยดีกว่า และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีประโยชน์กับที่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย

 

การเดินทางเข้าประเทศอิหร่านนั้นจะต้องทำวีซ่า การทำวีซ่าขอได้ 2 แบบ คือ ขอวีซ่าจากเมืองไทย แบบนี้จะใช้เวลาประมาณ 7 วัน-ทำการ โดยการไปยื่นเล่มพาสปอร์ตที่สถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ยื่นเสร็จก็รอไปรับเล่ม แบบที่สอง คือไปยื่นขอวีซ่าหน้าด่านถ้าคนไม่เยอะใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที แต่ถ้าคนเยอะ รอ 2 ชั่วโมงก็มีมาแล้ว แต่แบบนี้ล่าสุดได้ยินข่าวในช่องของอิหร่านว่ากำลังจะยกเลิกการขอวีซ่าหน้าด่านเพื่อจะยกระดับให้มีความปลอดภัยและเป็นมาตราฐานสากล

 

การเดินทางในครั้งนี้เราเดินทางโดยสายการบินไทย เครื่องลำใหญ่บินแรง บินเร็วแปปเดียวถึงอิหร่าน โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนขากลับประมาณ 6 ชั่วโมง เวลาในอิหร่านจะช้ากว่าไทย ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง แล้วได้ยินข่าวมาเหมือนกันว่าการบินไทยกำลังจะยกเลิกเที่ยวบินอิหร่านในไม่ช้านี้ ยังไงสามารถติดตามได้ทางเพจทัวร์อิหร่านดีดีได้เลยหากมีการเปลี่ยนแปลง

ในเครื่องบินก็จะเสิร์ฟอาหารที่เป็นเมนูไก่ ปลา ซีฟู๊ด ไม่มีหมูเพราะเรากำลังบินไปประเทศที่มีความเคร่งครัดเรื่องศาสนาและเพื่อให้เราได้เริ่มปรับตัวกันตั้งแต่อยู่บนเครื่องบินกันเลยทีเดียว คิดบวกหน่อยๆ

เมื่อเดินทางมาถึงประเทศอิหร่านแล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปที่ ตม. เพื่อตรวจคนเข้าเมืองการผ่าน ต.ม. ที่นี่ไม่ยาก ยิ้มอ่อนๆ ให้เจ้าหน้าที่ ยื่นเล่มพาสปอร์ตของเรา จากนั้นก็รอไปแปปนึง เขาก็จะดูว่าเรามีวีซ่าเข้าประเทศไหม หน้าเราตรงกับวีซ่าแล้วเหมือนตัวจริงหรือไม่ อาจจะมีให้ถอดแว่นบ้างสำหรับคนที่ใส่แว่น พอเจ้าหน้าที่ตรวจเสร็จเราก็เดินผ่านเข้าไปรับกระเป๋าได้เลยไม่ต้องหยุดรอกัน หากหยุดรอเดี๋ยวเจ้าหน้าที่ก็จะไล่ให้ไปรับกระเป๋าต่อเอง พอได้รับกระเป๋าแล้วก็เดินออกมารอข้างนอกได้เลย

สำหรับใครหาเน็ตหรือจะซื้อซิมก็แวะซื้อซิม ก็มีให้ซื้อบริเวณหน้าปากทางออกสนามบินได้เลย ราคาอยู่ที่ 400 บาทไทยโดยประมาณ การซื้อซิมต้องใช้หน้าพาสปอร์ต แล้วก็รอซิมทำงานประมาณ 6 ชั่วโมง แต่บอกไว้ก่อนว่าเล่นเน็ตบ้านเขาแล้วอยากจะขอบคุณเน็ตบ้านเราเลยที่มีความเร็วเน็ตให้เราเล่นกันอย่างเมามันส์ ในวันแรกที่เรามาถึงเราก็เข้าที่พัก รับประทานอาหารก่อนแล้วเข้านอนพักผ่อนเอาแรงเพื่อลุยเที่ยวกันในวันพรุ่งนี้ตอนเช้า

สวัสดียามเช้า ในวันแรกเราก็จะเที่ยวในเมืองเตหะราน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศอิหร่านในปัจจุบัน เล่ามาถึงตรงนี้ก็ขอเล่าต่ออีกหน่อยให้ฟังว่า 7 วันที่เราอยู่ที่นี่จะเป็นการท่องเที่ยวในลักษณะแบบไหน คือเราจะเที่ยวทั้งหมด 3 เมืองใหญ่ ซึ่งเป็นเมืองหลวงโบราณ เมืองหลวงเก่า และเมืองหลวงในปัจจุบัน ถ้าเปรียบเทียบก็จะคล้ายกับเราย้อนเวลาไปในอดีตของเมืองสุโขทัย ต่อด้วยกรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ อันนี้คือเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ

ยามเช้าบริเวณที่พักคืนแรกเป็นเมืองเก่า จึงได้บรรยากาศแห่งเมืองประวัติศาสตร์พอสมควร

แท็กซี่ที่นี่ก็จะมีทั้งแบบแท็กซี่จริงๆ คันสีเหลืองๆ มีป้ายบนหลังคา และเป็นรถทั่วไป สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่คือ รถทุกคันสามารถเป็นแท็กซี่ได้หมด งงหล่ะสิ คือรถทุกคนถ้ามีคันโบกก็จอดแล้วถามว่าจะไปจุดนู้นจุดนี้ อันนี้ว่าพีคแล้ว ยังมีพีคในพีคอีกนะ คือถ้าเรารับคนแรกแล้ว มีคนที่สองโบกคนขับก็สามารถตัดสินใจรับหรือไม่รับก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคนขับเลยจ้า ระบบแบบนี้อาจจะดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทางเดียวกันไปด้วยกัน แต่อย่าถามหาความรีบเร่ง ถ้าเป็นสังคมเร่งด่วนแบบบ้านเราคงจะแย่

ส่วนอาหารเช้าเราก็จะรับประทานอาหารที่โรงแรม มื้อนี้ที่โรงแรมถือว่าเด็ดอยู่ ไม่ใช่อาหารอิหร่านจ๋าแต่มีแป้ง ขนมปัง เหมือนฝรั่งให้เรากิน ก็มีอยู่บ้าง

แป้งนานนนนนนนนไม่มาก แต่แป้งนานที่นี่ทำสดใหม่ทุกวัน บอกเลยแป้งนานที่นี่อร่อยม๊ากๆ

โอเคเรากลับมาต่อในวันแรกของเราดีกว่า สถานที่แรกที่เราไปจะเป็นพระราชวัง Sa’dabad Complex โดยมีพื้นที่กว่า 987 ไร่ เดิมเป็นที่ประทับฤดูร้อนของกษัตริย์ในราชวงศ์ Qajar และได้ใช้ต่อมาจนถึงราชวงศ์ Palehvi ภายในพระราชวังมีตำหนักมากมายแต่มีตำหนักที่สำคัญ 2 หลังคือ ตำหนักขาว และตำหนักเขียว ครั้งนี้เราไปได้แค่ตำหนักขาวเพราะตำหนักเขียวปิดปรับปรุง ขอเล่าต่ออีกนิดนึงว่าสำหรับการท่องเที่ยวที่นี่อะไรก็เกิดขึ้นได้ คิดจะปิดก็ปิด คิดจะเปิดก็เปิด โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าอะไรทั้งนั้นให้วัดดวงกันหน้างานเอา(5555)

ไฮไลท์ที่สำคัญของคนไทย แต่อาจจะเป็นไฮไลท์ของคนชาติอื่น เพราะนี่เลยดูภาพเอาเอง งาช้างและฆ้องจากเมืองไทย เป็นสินค้าจากประเทศไทยที่ได้ที่ส่งมาขายยังประเทศนี้หรือเป็นเครื่องหมายเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศก็เป็นได้

ห้องรับประทานอาหารของกษัตริย์อิหร่าน โต๊ะนึง 1 มื้อ มื้อเช้าโต๊ะนึง มื้อเที่ยงโต๊ะนึง มื้อเย็นโต๊ะนึง สมกับคำว่าเวอร์วังจริงๆ

พอเราฟังประวัติ ถ่ายรูปชมความสวยงามของพระราชวังนี้เสร็จเราก็เดินทางไปต่อที่พระราชวังเนียวาราน (Naivaran Palace) พระราชวังแห่งนี้เริ่มสร้างในสมัยของราชวงศ์ Qajar แต่เป็นพระราชวังแห่งสุดท้ายของราชวงศ์ Pahlevi ก่อนถูกการปฎิวัติยึดอำนาจลง

อันนี้ห้องดูหนังส่วนตัวของครอบครัว

เราลองนึกเล่นๆ ว่าถ้าเราเป็นหนึ่งในลูกๆ ของกษัตริย์แล้วเราอยู่ในเหตุการณ์ช่วงปฏิวัตินั่น คงวุ่นวายมากพอสมควรที่จะย้ายของหนีการปฏิวัติในครั้งนั้น ซึ่งปัจจุบันลูกของกษัตริย์ได้อาศัยที่ประเทศอังกฤษ

เสร็จจากวังเราก็ออกหากินโดยไกด์ท้องถิ่นจะเป็นคนหาร้านอาหารที่เค้าคุ้นเคยให้เราทุกมื้อ มื้อนี้เป็นเคบับเอิ่มมจะว่าไปก็เป็นเคบับเกือบทุกมื้ออยู่แล้วนิ แต่เคบับที่นี่ ไม่เหมือนกับเคบับที่เราคุ้นเคยนะครับ ลองดูภาพกันนะครับ ขอเล่าต่อนิดนึงว่าการท่องเที่ยวของอิหร่านนั้นด้วยความที่ประเทศนี้เพิ่งเปิดอาจจะยังไม่มีร้านอาหารสำหรับกรุ๊ปทัวร์ถึงมีก็ยังมีน้อยมีแค่เมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ เท่านั้น ทำให้เราไม่สามารถยึดตามร้านใดร้านหนึ่งได้ จึงต้องอาศัยประสบการณ์และความสามารถของไกด์ท้องถิ่นในการหาร้านอาหาร แต่ก็ไม่ต้องห่วงเพราะส่วนใหญ่แล้วไกด์เขาก็จะชำนาญกันอยู่แล้ว ร้านแรกของเราจึงเป็นร้านนี้ รสชาติก็โอเคสำหรับเราถือว่าดีกว่าที่คิดไว้เยอะพอสมควร

พอกินจนอิ่มแล้วเราก็ออกเดินทางกันต่อไปที่หอคอยมิลาด ทาว์เวอร์ (Milad Tower) ซึ่งเป็นหอคอยที่คนอิหร่านภูมิใจมากเพราะสร้างจากคนอิหร่านทั้งพลังกายพลังใจและพลังความคิด จนกลายเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในอิหร่าน สูงเป็นอันดับ 6 ของโลก หอคอยแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแค่เสาส่งสัญญาณเท่านั้น และข้างบนก็เป็นจุดชมวิว ส่วนชั้นล่างเป็นร้านอาหารและแหล่งช้อปปิ้ง

ออกจากหอคอยแล้วจริงๆ ตามโปรแกรมทัวร์ของเราต้องเดินทางไปสนามบินเพื่อบินต่อไปยังเมืองชีราช แต่ทางหัวหน้าทัวร์และไกด์เห็นว่ายังพอมีเวลาเหลือเลยได้มีโอกาสไปแวะถ่ายรูปที่หอคอยอาซาดี ซึ่งมีความหมายว่าเสรีภาพ หอคอยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบ 2,500 ปีแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย และการปฏิวัติครั้งใหญ่ของประเทศอิหร่าน ชั้นใต้ดินของหอคอยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จะเล่าประวัติศาสตร์ของอิหร่านจุดนี้เป็นโปรแกรมเสริมเราแค่มาแวะถ่ายรูปแล้วก็เดินทางไปสนามบินภายในประเทศรอต่อเครื่องไปเมืองชีราช แล้วเจอกันเมืองชีราชครับ

พอถึงสนามบิน เราก็รอต่อเครื่องสักครู่นึง ไฟส์บินไม่ดึกมาก

ก่อนที่จะมาอิหร่านผมก็ทำการบ้านมาเหมือนกัน แล้วอ่านของหลายคน ฟังจากคำบอกเล่าของคนที่เคยไปมาจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคนที่นี่เฟรนลี่มาก โดยเฉพาะผู้ชายกับผู้ชาย เพราะคนที่นี่เขาเคร่งเรื่องศาสนาถ้าเป็นผู้หญิงเขาจะไม่ค่อยกล้ายุ่งแต่ถ้าเป็นผู้ชายเขาก็อาจจะเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย คุยด้วย เหมือนเคสนี้ที่ผมได้เจอด้วยระหว่างรอต่อเครื่องที่สนามบินผมก็นั่งอยู่คนเดียวอ่านหนังสืออยู่ที่เกท สักพักใหญ่อยู่ดีดีก็มีคนเอากระเป๋ามาวางข้างๆที่ผมนั่งก่อนเขาจะนั่งตาม เราก็ไม่ได้อะไรแต่วางติดกับเรามาก เราเลยถอยออกมาหน่อยนึงตามสไตล์คนไทยขี้เกรงใจ เราก็ไม่สนใจอ่านหนังสือต่อ สักพักผู้ชาย 2 คนก็ทัก

  • Hello ผมก็หันไป ทักทายกลับ หลังจากประโยคนั้นแล้วก็คุยกันเหมือนรู้จักกันมานานมาก
  • เขาก็ถามผมมาจากไหน ผมตอบมาจากไทยแลนด์
  • เขาถามต่อ ไทยแลนด์...ไม่รู้จัก

ผมนึกขึ้นมาได้ตอนอยู่บนรถ หัวหน้าทัวร์บอกว่าคนที่นี่อาจจะไม่รู้จักประเทศไทยถ้าบอกว่าพัทยาเขาจะรู้จักมากกว่า

  • ผมเลยตอบเขากลับไปว่า พัทยารู้จักไหม
  • เขาตอบ ไม่รู้จัก

ผมนึกขึ้นได้อีกว่าประเทศมาเลเซียเป็นประเทศอิสลามเขาน่าจะรู้จัก

  • ผมเลยตอบต่อ งั้นประเทศมาเลเซียรู้จักไหม
  • เขาตอบ รู้จัก

นึกในใจเย้เรามาถูกทางละ

  • ผมเลยตอบว่าไทยแลนด์ใกล้ๆ มาเลเซียอ่ะ
  • แล้วเขาก็ถามผมต่อ คุณทำอะไรในมาเลเซีย

นึกในใจอ้าววเฮ้ยไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า คือบอกว่ามาจากไทยแลนด์ๆ ยังจะถามว่าทำไรที่มาเลอีก ผมเลยหยิบโทรศัพท์ เปิดแผนที่ให้ดูเลยนี่ไทยแลนด์นี่มาเล ใกล้กัน เรามาจากที่นี่ไทยแลนด์ แล้วเขาก็ทำหน้าเหมือนจะเข้าใจ เราก็โอเคเข้าใจก็ดีละ สักพักเขาก็ถามต่อ

  • คุณทำอะไรที่มาเล....

แล้วเขาก็เห็นผมสะพายกล้องอยู่

  • เขาเลยบอกว่า ถ่ายรูปให้หน่อยสิ
  • ผมก็บอกว่า โอเค

จึงได้ภาพนี้มา

หลังจากถ่ายรูปเสร็จเขาก็ถามผมว่าเราจะเอารูปได้ยังไง ผมเลยบอกว่างั้นขออีเมล์เดี๋ยวผมส่งให้นะ สรุปเราได้ทั้งรูปเขา อีเมล์ และชื่อ อันนี้ก็เป็นความเฟรนลี่ของคนอิหร่านแบบสุดๆ อาจจะด้วยเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวยังเข้ามาไม่เยอะจึงทำให้อยากรู้จักนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ หรือเป็นนโยบายของรัฐบาลว่านักท่องเที่ยวมาอิหร่านแล้วรู้สึกอย่างไรให้เข้าไปถามไถ่ ทำนองเก็บแบบสอบถามงานวิจัยอะไรประมาณนั้นหรือเปล่า เราก็ไม่สามารถรู้ได้แต่ที่สัมผัสได้คือความจริงใจและเฟรนลี่ของชาวอิหร่านที่มีต่อนักท่องเที่ยว คงเหมือนคุณคือแขกมาบ้านเราก็ต้องถามเป็นธรรดาว่าโอเคไหม มาจากไหน สบายดีไหมอะไรทำนองนั้น เล่ามาสักยาว เรามาต่อกับการท่องเที่ยวของเราดีกว่า สำหรับคืนนี้เจอกันที่เมืองชีราชฝันดีครับ...

**คำเตือนห้ามถ่ายรูปเครื่องบิน ไม่งั้นคุณอาจจะโดนเจ้าหน้าที่เตือนแบบผมได้ แต่ก็แค่เตือนนะ ยังไงเราก็ได้รูปมาแล้วสบายไป**

ขอเล่าท้าวความของเมืองนี้นิดนึงนะครับ เมืองชีราชถ้าเปรียบกับประวัติศาสตร์ไทย ชีราชคงเป็นเหมือนเมืองอาณาจักรขอมโบราณที่สร้างปราสาทหินต่างๆ มากมายสร้างมาถึงจังหวัดกาญจนบุรีอะไรประมาณนั้น ตอนนี้จึงเดินทางย้อนมาในยุคของอาณาจักรเปอร์เซีย ที่มีความยิ่งใหญ่และเกิดขึ้นยุคเดียวกับอาณาจักรโรมันแต่อาณาจักเปอร์เซีย ปกครองประเทศแถบภูมิภาคตะวันออกกลางนี้ ส่วนอาณาจักรโรมันยิ่งใหญ่ในทวีปยุโรป และทั้งสองก็เคยตีกันไปมาเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ อารยธรรมกว่า 2,500 ปี ของเปอร์เซียนั้นทุกวันนี้ก็ยังมีความสมบูรณ์ของสถานที่บ้างอย่าง เช่น เนโครโพลิส เป็นต้น

สวัสดียามเช้าของเมืองชีราช

อาหารเช้าวันนี้ก็อร่อยอยู่นะ มีแบบฝรั่งและท้องถิ่น

สำหรับเช้าแรกของเมืองชีราชเราก็เดินทางไปอีกหนึ่งที่ไฮไลท์ของทริปนี้คืออออ...(ขอซาวด์เปิดตัวอลังการ) มัสยิดสีชมพู (Pink Mosque) สุเหร่าแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ Qajar ประมาณปี ค.ศ. 1876 – 1888 โดยคำสั่งของผู้ครองนคร Shiraz ในสมัยนั้นภายในประดับประดาไปด้วยกระเบื้องโทนสีแดง สีชมพู สีเหลือง เป็นสีหลัก การเดินทางมาที่นี่จำเป็นต้องมาช่วงเช้าเท่านั้นเราถึงจะเห็นความงามของมัสยิดแห่งนี้ ด้วยก็เพราะแสงแดดตอนเช้าที่สาดส่องเข้ามาภายในทำให้เกิดสีต่างๆ อย่างสวยงามว่าแล้วดูภาพดีกว่า

เสร็จจากมัสยิดสีชมพูแล้วเราก็เดินทางไปต่อสู่ เนโครโพลิส( Necropolis) หรือ Naqsh-e Rostam ซึ่งเป็นสุสานที่ฝังศพของกษัตริย์ 4 พระองค์ สถานที่แห่งนี้เป็นสุสานของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์อะคามินิดที่เคยปกครองอาณาจักรเปอร์เซียและเคยประทับที่พระราชวังแห่งนี้มาก่อนที่จะสวรรคต แต่ด้วยความเชื่อตามหลักคำสอนของศาสนาโซโรแอสเตอร์ที่ว่า หลังจากจบสิ้นชีวิตความเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้แล้ว ชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อเพียงแต่ว่าจะต้องไปสู่อีกโลกหนึ่งหรือในอีกมิติหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องสร้างสุสานแห่งนี้ขึ้นมาให้มีความยิ่งใหญ่อลังการ เช่นเดียวกับพระราชวังที่กษัตริย์เหล่านั้นเคยประทับมาก่อน

หลังจากนั้นเราก็เดินทางกันต่อไปที่ พระราชวังโบราณเปอร์ซีโพลิส (Persepolis) ซึ่งไม่ไกลจากสุสาน 4 กษัตริย์มากนัก พระราชวังแห่งนี้ ในอดีตได้เป็นเมืองหลวง และศูนย์กลางที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซียในยุคของดาริอุสมหาราช และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1979 ความยิ่งใหญ่ของมหานครแห่งนี้เหลือแต่เพียงซากไว้ให้คนในยุคปัจจุบันได้ศึกษาและชมกันก็เพราะในสมัยปี ค.ศ. 330 ก่อนคริสตกาล ได้ถูกกองทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราช บุกเข้าทำลายเผาผลาญ กลายเป็นสูงสุดสู่สามัญตามคำโบราณของไทยได้กล่าวไว้สอนลูกหลาน เหลือไว้แต่เพียงซากรูปภาพที่แกะสลักไว้กับหินว่าในยุคนั้นความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซียที่เมืองไหนๆ แถบภูมิภาคนี้ต้องศิโรราบยอมสยบแก่อาณาจักรแห่งนี้

มีห้องรับรอง ห้องโถ่งต่างๆ มากมาย ใหญ่โตสมศักดิ์ศรีของอณาจักรเปอร์เซีย

นักโบราณและประวัติศาสตร์ได้บอกว่าสมัยนั้นพื้นที่ตรงนี้ปูไปด้วยพรมเปอร์เซีย ขนาดของเสาพระราขวังใหญ่เท่าขนาด 5 คนโอบ คานของพระราชวังทำด้วยไม้เสาทำจากหินเสริมเหล็กข้างใน ความแข็งแรงทำให้ขนาดโดนทำลายด้วยไฟก็ยังเหลือซากไว้ให้เราดูจนถึงปัจจุบัน

คานจำลองของพระราชวังในอดีต ซึ่งทำจากไม้

หลังจากเราย้อนเวลาชมความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซียแล้วก็เดินทางไปเมืองอิสฟาฮานต่อ โดยใช้เวลาประมาณ 6 ช.ม. เมืองแห่งนี้อยู่ห่างจากกรุงเตหะรานทางทิศใต้ราว 340 กม. มีประชากรประมาณ 1,500,000 คน เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของอิหร่าน รองจากเตหะรานและมัชฮัด เราจะพักอยู่ที่เมืองแห่งนี้ 2 คืน และสถานที่เที่ยวที่เมืองนี้ถือได้ว่าเป็นไฮไลท์ของอิหร่านเลยทีเดียว

การเดินทางระหว่างเมืองที่นี่ปลอดภัย เพราะว่าบนไฮเวย์จะมีจุดบันทึกเวลาของคนขับรถ เช่นว่าเราออกจากจุดเอ ไปจุดบี ถ้าเราออกจากจุดเอใช้ความเร็วที่ 90 กม./ช.ม. ต้องใช้เวลา 5 ชม. แต่ถ้าบันทึกเวลามาใช้เวลาเพียง 4 ชม. ตำรวจก็จะตีความได้ว่า คุณใช้ความเร็วเกินกำหนด คุณก็จะโดนไปนั่งคุยยาวๆ กับตำรวจพร้อมโดนหักแต้มจากใบขับขี่แน่นอน ทางไกด์ที่นี่เขาก็เล่าให้ฟังต่อว่า การสอบใบขับขี่ที่นี่ยากมากต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ กว่าจะได้มาจึงไม่มีคนขับรถคนไหนอยากโดนยึดใบขับขี่แน่นอน

พอนั่งรถนานๆ ก็พลันคิดอะไรเรื่อยเปื่อยระหว่างที่เราเดินทางไปแล้วจู่ๆ ความคิดนี้ก็ผ่านเข้ามาพร้อมกับบรรยากาศสองข้างทางที่มันก็จะดูเหงาๆ หน่อย อากาศภายนอกเย็นๆ พระอาทิตย์ใกล้จะตก และมองออกไปนอกรถเห็นแต่ทะเลทรายสุดลูกหูลูกตาก็พลันคิดได้ว่า โลกเราไร้พรมแดนจริงๆ เราต่างสมมุติขึ้นมากันทั้งนั้น เอาสันเขาบ้าง เอาทะเลบ้าง มาขีดมาแบ่งพรมแดนทำให้เกิดความแตกต่าง แล้วเพลงนี้ก็ลอยเข้ามาในหัว "แต่ว่าเราสมมุติว่ามีพรมแดน แบ่งเป็นเขตเป็นแคว้นมานานแสนนาน กลายเป็นเราเป็นเขาไม่เข้าใจกัน ติดอยู่ในสมมุติที่มันงมงาย" เพลง สิ่งสมมุติ ของพี่ๆ วงนั่งเล่น

เราเดินทางมาถึงในยุคที่ศาสนาอิสลามได้เข้ามาแทนที่ลัทธิบูชาไฟ สถาปัตยกรรมในเมืองนี้จึงเป็นรูปแบบโดมมัสยิด และมีการก่อสร้างที่อาศัย ทิศของพระทิตย์แสงแดดและพระจันทร์เข้ามามีส่วนประกอบสำคัญในการก่อสร้างสถานที่สำคัญแต่ละแห่งอีกด้วย และเมืองแห่งนี้ ในอดีตยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญ เป็นแหล่งรวมสินค้ามากมายทั่วโลก ในยุคศตวรรษที่ 17-18 ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ความเป็นปึกแผ่นภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชาฟาวิด เช้าในวันนี้เราจะเดินทางไปสู่เขต New Julfa ซึ่งเป็นเขตที่ชาวอาร์เมเนียอพยพมาตั้งรกรากที่เปอร์เซียแห่งนี้ ตั้งแต่สมัยสงครามออตโตมัน ในปี ค.ศ. 1603-1618 โดยได้นำเอาคริสต์ศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจำของชาวอาร์เมเนียน มาด้วย โบสถ์ที่นี่จึงเป็นโบสถ์ของคริสต์และวันนี้เราเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่สำหรับอิหร่านไม่มีงานเฉลิมฉลองใดๆ หรือตกแต่งอะไรทั้งนั้น ตั้งแต่ที่เราเดินทางมาถึงประเทศแห่งนี้ได้เห็นที่นี่ที่แรกที่มีการแต่งให้เข้ากับเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาส เลยทำให้เราแอบลืมไปเลยว่าเรากำลังจะผ่านคืนข้ามปีที่ประเทศแห่งนี้ เข้าไปชมสถาปัตยกรรมในโบสถ์แห่งนี้กันเลย

สังเกตนาฬิกาดีดี ไม่ใช่แค่เพียงบอกเวลาได้เท่านั้นแต่ยังบอกสถานที่ผลิตอีกด้วย

เป็นคัมภีร์ไบเบิลเล่มจิ๋ว ดูด้วยตาน่าจะเล็กกว่าเหรียญบาทบ้านเรา

เส้นผมที่มีตัวหนังสือเขียนเอาไว้

ภายในโบสถ์ผสมผสานศิลปะรูปแบบยุโรปและศิลปะแบบอิหร่านเข้ากันด้วยอย่างลงตัว

หลังจากชมความงามของพิพิธภัณฑ์และโบสถ์เสร็จ เราก็เดินทางไปถ่ายรูปกับสะพานคาจู (The Khajou Bridge) พอมาถึงก็อยากจะเรียกว่าสะพานข้ามดินแทนจริงๆ เพราะแม่น้ำอะไรไม่มีน้ำเลยแม้แต่น้อย(5555) ช่วงที่เราเดินทางมาเป็นช่วงน่าแล้งน้ำในแม่น้ำเขาจะไม่ปล่อยทำให้ไม่มีน้ำผ่านเมือง

หลังจากถ่ายรูปกับสะพานเสร็จเราก็เดินทางไปต่อที่พระราชวัง 40 เสา ซึ่งความจริงของพระราชวังนี้มีเพียงแค่ 20 เสา แต่นักท่องเที่ยวก็มักเรียกกันว่าพระราชวัง 40 เสา ก็เพราะว่าเสาทั้งหมดของพระราชวังทั้ง 20 เสานั้น มันจะสะท้อนในน้ำให้เกิดเงาบนผิวน้ำกลายเป็น 40 เสา และชื่อจริงๆของพระราชวังแห่งนี้คือ พระราชวังเชเฮล โซตุน ChehelSotun Palace พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1657 โดยรอบของพระราชวังจะเป็นสวนโดยรอบ สร้างในสมัย Shas Abbas ที่ 2 แต่ได้มีการออกแบบมาตั้งแต่สมัย Shah Abba s ที่ 1 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อทำเป็นที่พักผ่อนของกษัตริย์และบรรดานางสนม ต่อมาใช้เป็นที่ต้อนรับอาคันตุกะหรือแขกเมือง ในพระราชวังแห่งนี้มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า มีความยาว 100 เมตร และ กว้าง 16 เมตร

วันนี้เรามาตอนกลางวันเลยทำให้พระราชวังมีเสาไม่ครบ 40 เสา 

คงไม่ต้องถามถึงน้ำหนักของเสา ขนาดสิงห์ยังทำหน้าแบบนั้นเลย "โค๊กกกกก"

ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่อยู่ภายในพระราชวัง บอกเล่าถึงเรื่องราวของราชสำนักและประวัติศาสตร์การทำสงคราม

หลังจากนั้น เราก็เดินทางไปที่ จตุรัสนัค เอ ฌะฮาน Naqsh-e-Jahan จตุรัสที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจตุรัสเทียนอันเหมิน ที่มีความกว้าง 165 เมตร และมีความยาวถึง 500 เมตร รวมเนื้อที่ประมาณ 80,000 กว่าตารางเมตร ใหญ่กว่าจตุรัสแดงในกรุงมอสโคว์ถึง 2 เท่า ในอดีตเป็นสนามแข่งโปโล จตุรัสแห่งนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จัตุรัสอิหม่าม Imam Square โดยรอบๆจตุรัสแห่งนี้จะขายอัญมณี เครื่องเงิน พรม และของที่ระลึกต่างๆ และยังเป็นแหล่งนัดพบของคนหนุ่มสาวชาวอิหร่านอีกด้วย

บอกเลยว่าสาวอิหร่านแล่มมากก

บริเวรนี้ยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนอิหร่าน

พระราชวังอาลี คาปู Ali Ghapou Palace ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ชาห์ อับบาสที่ 1 โดยมีการสร้างเพิ่มเติมจนมีทั้งหมด 6 ชั้น พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับและรับรองแขกบ้านแขกเมือง พร้อมกันนี้ชั้นบนสุดยังได้ตกแต่งเป็นห้องสำหรับฟังเพลงและเล่นดนตรีอีกด้วย

Imam Mosque สุเหร่าอันใหญ่โตสวยงามสร้างในสมัย Shah Abbas ที่ 1 ราชวงศ์ Safavid โดยสถาปนิกชาวเปอร์เซีย Imam Mosque เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของศาสนาอิสลามที่มีผลต่อการสร้างบ้านแปนเมืองอย่างชัดเจน ตัวสุเหร่าใหญ่โตหรูหราโอ่อ่า ประดับประดาด้วยกระเบื้องอย่างสวยงาม จนได้รับการรับรองจาก UNESCO ให้เป็น World Heritage คู่กับ จัตุรัส Naqsh-e Jahan

อ่านตอน 2 ตามลิงค์ด้านล่างเลย 

Cr. iSurn

อ่านต่อ EP.2 : https://goo.gl/j2odAH

 

บอกต่อคนรู้จักของคุณ

ความคิดเห็นทั้งหมด 0 ความเห็น

สมัครรับข่าวสาร Pearl Vacation

รับรู้รายละเอียดและสิทธิิประโยชน์ล่าสุดก่อนใคร ผ่านทางอีเมล์ที่ได้ทำการลงทะเบียนไว้กับระบบ

ติดตามเราเพิ่มเติมผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค