Pearl ×

+662 291 7888

เพราะการเดินทางสู่โลกกว้าง
คือกำไรของชีวิต

พบและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในดินแดนต่างๆ บนโลกใบนี้...

โพสต์ข้อมูลรีวิวล่าสุด

ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางของคุณให้กับผู้อื่นได้ที่นี่ เพียงคุณเคยร่วมเดินทางกับกรุ๊ปทัวร์ดีดีของเรา หรือสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ ได้ที่นี่ สมัครสมาชิกเว็บไซต์

12

03/17
Pearl Vacation
0 0

รีวิวดูไบ...แบบหมดเปลือก

บอกต่อคนรู้จักของคุณ

 

ท่องเที่ยวดูไบ

หมดเปลือก...ดูไบ

วันนี้ ขอนำเสนอ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  UAE อาหรับเนรมิต แว๊บแรกที่ได้สัมผัสดูไบ รัฐหนึ่งในUAEจะได้ต้องบอกว่า นี่คือเมืองที่เพิ่งสร้างขึ้นจริงๆเหรอเนี่ย เรามาทำความรู้จัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กันค่ะ

วันนี้เราเดินทางโดยสายการบินอาหรับเอมิเรตส์ สายการบินประจำรัฐดูไบ แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สายการบินที่ทันสมัยอันดับต้นๆ ของโลก ที่ให้บริการด้วยฝูงบิน Airbus A380 สองชั้นและ Boeing 777 ขนาดยาวพิเศษที่ใหญ่ที่สุดในโลก แค่นี้ก็ว๊าวแล้ว

ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว เครื่องลำใหญ่มากข้างในดูดีสุดๆ เบาะที่นั่งกว้าง ปรับเอนได้ โดยที่ไม่ไปเบียดกับขาคนด้านหลัง มีผ้าห่ม หมอน ระบบเอ็นเตอร์เทรนแบบครบครัน ภาพยนตร์ รายการทีวี ซีรีย์ เกมส์ เพลง เพียบ ดูวนไปค่ะ ที่เจ๋งสุดๆ ก็คือ สามารถเล่นอินเตอร์เนทบนเครื่องได้ฟรี !!!

นั่งไปได้สักพัก แอร์โอสเตสสาวสวยหน้าตาดี มีหลากหลายเชื้อชาติ และแน่นอนมีแอร์โฮสเตสคนไทย ไม่ต้องห่วงเรื่องภาษาอีกต่อไป แอร์โอสเตสจะเอาเมนูอาหารมาแจก ให้ดูว่ามีอะไรกินบ้าง อาหารที่มาเสิร์ฟ หน้าตาดูดีเชียว ที่สำคัญเครื่องดื่มเพียบ ไวน์ เบียร์ จิน     วอดก้า น้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำเปล่า ชาและกาแฟ

นั่งเครื่องบินใช้เวลา  6 ชั่วโมง ในที่สุดเราก็ถึงสนามบินดูไบค่ะ บนเครื่องแอร์โอสเตสจะประกาศหมายเลขของสายพานที่รับกระเป๋าด้วย  ลงจากเครื่องเหมือนเห็นโลกใบใหม่ สนามบินเค้ากว้างใหญ่แบบจริงจังมาก เราจะต้องนั่งรถไฟไป แล้วลงลิฟท์ที่มีความกว้างจุคนได้ประมาณ 40 คนได้  ใหญ่โตอลังการสมเป็นเมืองเศรษฐีน้ำมันจริงๆ แล้วก็ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไปรับกระเป๋า

โปรแกรมวันแรกของเรา เราเดินทางไป พิพิธภัณฑ์ดูไบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป้อมปราการ Al Fahidi ที่สร้างขึ้นในปี 1787 ในสมัยก่อน ป้อมปราการแห่งนี้ ใช้เป็นที่พักของเจ้าเมือง และยังเคยใช้เป็นคุกเพื่อขังโจรสลัดที่ชอบมาปล้นสะดมพ่อค้าที่ล่องเรือมาทำการค้าแถบนี้ ต่อมาในปี1971 ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ ในพิพิธภัณฑ์นี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ โซนกลางแจ้งที่จัดแสดงเรือโบราณ ปืนใหญ่ และ บ้านจำลอง และในส่วนของพิพิธภัณฑ์ใต้ดินที่จัดแสดงวิถีชีวิตของคนดูไบในสมัยก่อน จากนั้นเราไปนั่งเรือ Abra Taxi ชมความงามของสองฟากฝั่งแม่น้ำดูไบ ที่นี่เค้าเรียกว่า “ Dubai Creek”

เรือนี้ เป็นเรือไม้ที่ชาวเมืองใช้มาตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน เรานั่งเรือประมาณ 5 นาที แต่เป็น 5 นาทีที่เราจะได้รู้สึกถึงความเป็นดูไบจริงๆ เหมือนย้อนเวลาไปสัก 40 ปีทีเดียว ภาพความสวยงามของน้ำสีฟ้า นกนางนวลที่บินโฉบไปมาต้อนรับนักท่องเที่ยว เรือไม้โบราณที่จอดเรียงราย กับตึกเก่าๆ สไตล์อาหรับ นี่สินะ เสน่ห์ของที่นี่

เราไปขึ้นฝั่งที่ตลาดเครื่องเทศ(Spice souk) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นตลาดขายเครื่องเทศ นอกจากเครื่องเทศแล้ว เรายังสามารถซื้อของที่ระลึกในราคาย่อมเยาว์ได้จากที่นี่ด้วยไม่ว่าจะเป็น อินทผาลัม พวงกุญแจ ตุ๊กตาอูฐ ผ้าพันคอ ชุดพื้นเมือง และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นการช้อปปิ้งที่มันส์มาก เพราะความสนุกมันอยู่ที่การต่อรองราคากับแขกที่มักจะบอกราคาไว้สูงมาก แต่คนไทยอย่างเราก็ไม่ใช่ย่อย ต่อกันแหลก !!!  หลังจากหมดพลังกันพอควร ก็เดินไปดูสิ่งสวยงามกันบ้าง  ที่ ตลาดทอง (Gold souk) ที่นี่ เราจะได้เห็น แหวนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก !!!!  วงนี้ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง (ขอบด้านใน) 490 มม. เส้นรอบวง 2,200 มม. และมีน้ำหนักมากถึง 63.85 ก.ก. ผลิตจากทองคำ 21 กะรัต น้ำหนัก 58.7 ก.ก. ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 615 เม็ดน้ำหนักรวมมากถึง 5.17 ก.ก.  ซึ่งมีมูลค่ากว่า 90 ล้านบาท เวอร์วังอลังการมากๆ

ยังช้อปปิ้งไม่จบ เราไปต่อกันที่ ดูไบมอลล์ ห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2008 โดยมีพื้นที่ถึง 1,124,000 ตารางเมตร เป็นห้างสรรพสินค้า ที่ครองสถิติโลกไว้หลายอย่าง ที่นิ่เราจะได้ช้อปปิ้งสินค้า

แบรนด์เนมต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 1,200 ร้านค้า

ยังมีไฮล์ไลท์ที่สำคัญที่พลาดไม่ได้คือ Dubai  Aquarium ที่มีตู้กระจกอคิลิคแผ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกว้าง 32.88 เมตร สูง  8.3 เมตร มีความหนา 750 มิลลิเมตร น้ำหนักถึง 245 ตัน ด้านในมีสัตว์น้ำมากกว่า 300 ชนิด ที่เสมือนประหนึ่งกำแพงของห้างที่เราจะสามารถมองเห็นปลาฉลามแหวกว่ายได้ในขณะที่เราเดินอยู่ในโซนอควาเรี่ยมที่อยู่ชั้น Ground

หลังจากที่เพลิดเพลินกับการเดินช้อปปิ้ง ดูปลา ก็ได้เวลาที่เราจะลงไปดูอีกหนึ่งไฮล์ไลท์ของที่นี่ นั่นก็คือ Dubai Fountain น้ำพุดูไบ ที่อยู่บริเวณด้านนอกของห้าง  โดยน้ำพุนั้น มีความยาว 900 ฟุต หรือ 275 เมตร ซึ่งใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 2 สนาม สามารถพ่นน้ำได้ครั้งละ 22,000 แกลลอน (83,000 ลิตร) และความสูงของการพ่นน้ำในแต่ละครั้งนั้นสูง ประมาณ 240 ฟุต หรือเทียบเท่ากับตึกสูงประมาณ 50 ชั้นเลยทีเดียว ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้นกว่า 7.2 พันล้านบาท การแสดงของน้ำพุจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 24.00 น.  ทุกๆ 30 นาที โดยเพลงที่เปิดก็จะแตกต่างกันไป บางรอบเป็นเพลงอาหรับ บางรอบเป็นเพลงสากล นับเป็น 5 นาทีที่มีค่าและน่าประทับใจจริงๆ

จากนั้นไปทานอาหารและกลับเข้าที่พัก ที่พักคืนนี้ คือโรงแรม Amada Hotel โรงแรมระดับ 4 ดาว ย่านใจกลางเมืองของดูไบ

วันที่ 2ของการเดินทางเริ่มต้นด้วยมื้อเช้าที่แสนอร่อย อาหารมีให้เลือกหลากหลาย อยากจะทานในตึก หรือจะไปทานด้านนอก รับความเย็นสบาย ก็ได้เหมือนกัน

8.30 น.ได้เวลาเดินทางสู่รัฐราสอัลไคมาห์ ทางฝั่งตะวันออกของ UAE ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1.45 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ทางด้านเหนือของ UAE  พื้นที่ติดกับประเทศโอมาน จากนั้นเรามาศึกษาวิถีชีวิตของชาวเมืองกันที่พิพิภัณฑ์ฐของราสอัลไคมาห์ (National Museum of Ras Al Khaimah ) กันค่ะ

ป้อมปราการนี้เคยเป็นบ้านของเจ้าเมืองมาก่อนซึ่งอยู่ในตระกูล Al Qasimi ซึ่งเป็นตระกูลเดียวที่เป็นกษัตริย์ปกครองรัฐชาร์จาห์ มีการบันทึกไว้ว่าตึกนี้เคยถูกทำลายถึง 2 ครั้งในปี 1621 โดยชาวโปรตุเกส และ อีกครั้งนึงในปี 1820 โดยอังกฤษ

ป้อมปราการนี้เป็นที่อยู่อาศัยของกษัตริย์หลายสมัย จนกระทั่งในปี 1964 ในสมัยท่านชีค Saqr Bin Mohammed al-Qasimi ท่านได้ย้ายไปอยู่ที่อยู่ใหม่ใน มามูรา

(คนเอมิเรตส์ เค้าจะเรียก กษัตริย์กว่า ชีค หรือ เชค และ  เรียกพระราชินีว่า เชคก้า )

เข้าไปก็เห็นทหารหนุ่มหน้าตาดี นั่งรอเพียบเลย อิอิอิ

ด้านในเป็นตึก 2 ชั้น มีห้องหลายห้อง เช่น ห้องนอนของเชคก้า ห้องที่แสดงถึงเรื่องราวของการใช้ชีวิต เครื่องมือทำมาหากินที่ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการทำการประมง และการเลี้ยงหอยมุก

จากนั้นเราได้เดินทางผ่านรัฐอัจมาน  เพียงแค่ 45 นาทีเราก็มาถึงรัฐอุมอัลคูเวน เมืองเล็กๆ ที่เงียบ สงบ ท่ามกลางประวัติศาสตร์มากมายของเมือง มาถึงเมืองเค้าแล้ว ต้องมาที่นี่ก่อนค่ะ บ้านเจ้าเมือง เรามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อุมอัลคูเวในสมัยก่อนเคยเป็นที่อยู่อาศัยของกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองซึ่งอยู่ในตระกูล Al Mu'alla  ในพิพิธภัณฑ์มีห้องจัดแสดงเรื่องราวต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นห้องที่แสดงถึงเครื่องมือเครื่องใช้ในราชการ แสตมป์หรือ ธนบัตรในสมัยโบราณ

ส่วนอันนี้เป็นป้ายทะเบียนรถ ที่ใช้สำหรับบุคคลสำคัญของประเทศ ทะเบียนรถอาหรับสมัยก่อนหน้าตาเค้าเป็นแบบนี้

ได้เลาเดินทางสู่เมือง ชาร์จาห์ เมืองที่องค์การยูเนสโก้ ได้ยกย่องให้เป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมอาหรับของโลกในปี 1998  เมืองนี้เป็นเมืองที่ค่อนข้างเคร่งศาสนา จึงไม่อนุญาตให้ขายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ และไม่มีผับ และ บาร์ต่างๆ จะมีก็แต่ความสวยงาม และ ศิลปะแบบอิสลามอย่างแท้จริง เรานั่งรถผ่าน วงเวียนแห่งวัฒนธรรม

ตรงกลางของวงเวียน จะเป็นอนุสาวรีย์คัมภีอัลกุรอ่าน คัมภีร์อันศักดิ์สิทธ์ของศาสนาอิสลาม และ รอบๆ นั้นรายล้อมไปด้วยอาคารที่ตกแต่งเป็นแบบศิลปะของอิสลามที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดแห่งชาติ มัสยิด หรือ ศูนย์วัฒนธรรม

จากนั้น เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ทางทะเล รัฐชาร์จาห์ พิพิธภัณฑ์แสดงเรื่องราวของวิถีชีวิตทางทะเล ของชาวเมือง ไม่ว่าจะเป็นการทำเรือโบราณ (Dhow cruise ) การประมง หรือ การเลี้ยงหอยมุก ที่พลาดไม่ได้ กับการไปส่องดูไข่มุกที่ถือว่ามีอายุเก่าแก่ของโลก

ตอนนี้เริ่มหิวแล้ว อาหารมื้อนี้เป็นอาหารไทยในเมืองชาร์จาห์ ชื่อร้าน...อาหารอร่อยจนลืมถ่ายภาพ เจอส้มตำ ผัดกระเพารสชาติเหมือนกินที่บ้าน  อารมณ์นี้ลืมทุกอย่างพร้อมหยิบช้อนส้อม และลุย !!!!

วันที่สามของการเดินทาง วันนี้เราเดินทางไปทางฝั่งตะวันตกของ UAE  เมืองฟูไจร่าห์ แหล่งเกษตรกรรมของประเทศ ใช้เวลาในการเดินทาง 2.30 ชม ระหว่างทางจะเห็นภูมิประเทศที่เป็นโซนภูเขา สวยงามแปลกตาของภูเขา Al Hajar ภูเขาที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศโอมาน บางช่วงระหว่างช่องเขาเราจะเป็นพื้นที่สีเขียวที่เป็นแหล่งเพาะปลูก ที่นี่สามารถปลูก มะม่วง อินทผาลัม ส้ม และแตงโมได้ และแถบนี้ก็เป็นพื้นที่ฝนตกบ่อยที่สุด

ที่นี่เป็นเมืองที่มีเขตประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกหนึ่งเมือง จุดแรกที่เราไปชม คือ ป้อมปราการแห่งเมืองฟูไจร่า ซึ่งเป็นป้อมปราการที่ใหญ่และสวยที่สุดใน UAE

จากนั้นเรานั่งรถอีกประมาณ 30 นาทีไปชมมัสยิดบาดิยา มัสยิดที่เล็ก และ เก่าแก่ที่สุดใน UAE

วันที่สี่ของการเดินทาง หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องราวในอดีตมา 2 วัน วันนี้เราได้มาสัมผัสกับดูเมืองที่ต้องเรียกว่า เป็นเมืองเนรมิต ไม่น่าเชื่อว่าเพียงระยะเวลา 43 ปี เค้าเริ่มต้นจากทะเลทรายอันเวิ้งว้าง จนมาเป็นตึกระฟ้า และ โครงการก่อสร้างใหญ่ยักษ์อีกหลายโครงการที่ทั่วโลก ต้องหันมาจับตาดูความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เดือนต่อเดือนกันเลยทีเดียว

เริ่มจาก ตึก Burj Al arab โรงแรมรูปทรงเรือใบที่สร้างบนเกาะที่ถมทะเล ที่เป็นเหมือน Landmark ของดูไบเลยก็ว่าได้ ตึกนี้เป็นโรงแรมระดับ 7 ดาวที่ดีที่สุดของดูไบ มีความสูงถึง  321 เมตร มีทั้งหมด  60 ชั้น  เราไปถ่ายรูปตึกนี้บริเวณชายหาด Jumierah beach  เป็นวิวที่สวย และ ชิลล์มาก

จากนั้นเราก็ไปนั่ง โมโนเรล เข้าไปชมโครงการ The Palm  โครงการใหญ่ที่ถมเกาะในทะเลเป็นรูปต้นปาล์ม อลังการสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีชายหาดส่วนตัวทุกๆบ้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บ้านเดวิด เบคแฮม นักฟุตบอลชื่อดังระดับโลก เรานั่งไปสุดสถานีที่ โรงแรม The Atlantis Hotel  โรงแรมระดับ 5 ดาวที่แม้แต่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ จูเลีย โรเบิร์ตยังเคยมาพักที่นี่

หลังจากดูความอลังการของเกาะ The Palm แล้ว เราทานอาหารกลางวัน และกลับเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อน ก่อนไปตะลุยทะเลทราย

บ่ายสามโมงครึ่งรถ 4WD มารับที่โรงแรมนั่งรถไป 45 นาที ก็ถึงทะเลทรายที่เราจะไปลุยกัน  ตื่นเต้น !!!  คนขับรถน่ารัก และสุภาพ เค้าจะแวะกลางทะเลทรายเพื่อปล่อยลมยางของรถ เพื่อให้ยางรถอ่อน และวิ่งได้ดีในทะเลทราย ทีนีก็ถึงเวลาแห่งความตื่นเต้น พี่คนขับก็เริ่มขับรถ ขึ้นเนินนี้ ลงเนินนั้น ตวัดรถซ้ายที ขวาที  อื้อหือ !!!!  กรี๊ดกันทั้งคันรถ ยิ่งกรี๊ด คนขับยิ่งชอบ นึกว่าเล่นรถไฟเหาะอยู่ สนุก มันส์ และ ตื่นเต้น  พอหอมปากหอมคอ พี่คนขับพาเราไปที่แคมป์ ให้เราได้สูดอากาศและผ่อนคลาย ภาพที่เห็นตรงหน้าคือ พระอาทิตย์กำลังจะตก ท่ามกลางทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา เรารู้สึกกลับเป็นเด็กอีกครั้ง ถ่ายรูป เล่นทราย และซึมซับความงดงามตรงหน้า

เย็นนี้เราทานข้าวเย็น พร้อมดูโชว์ระบำหน้าท้อง และโชว์ทานูร่า ที่แคมป์มีกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ขี่อูฐ เพ้นท์เฮนน่า หรือสูบชิชา และที่สำคัญคือ ฟรี!!! 

วันที่ห้า เราเดินทางไปเมืองอาบูดา เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  เมืองที่ใหญ่ที่สุด และรวยที่สุด สถานที่เป็นที่สุดที่จะแนะนำนั่นก็คือ

Sheikh Zayed Grand Mosque  มัสยิดหลวงที่สร้างด้วยหินอ่อน ประดับด้วยกระเบื้องสีสันแกะสลักเป็นโมเสกลวดลายดอกไม้สวยงาม อลังการ ที่ท่านชีค ซาเยด บิน สุลต่าน อัล นาฮัน ประธานาธิบดีคนแรก หรือผู้รวบรวม 7 เมืองมาสู่การเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อปี 1971 ดำริในการก่อสร้างในปี 1996-2007 ด้วยวิสัยทัศน์ของท่านชีค  ว่า “Unite The World” การรวมเอาโลกไว้เป็นหนึ่งเดียว  ซึ่งนอกจากจะเปิดให้คนต่างชาติต่างศาสนาเข้าชมความงามของศิลปะแบบอิสลามชั้นสูงแล้ว ยังนำวัตถุดิบต่างๆ จากทั่วโลกมาก่อสร้างมัสยิดแห่งนี้อีกด้วย

ที่มัสยิสหลวงแห่งนี้ ยังครองสถิติโลก โดยมี โคมไฟประดับคริสตัลชวารอฟสกี้จากออสเตรีย และ เครื่องแก้วจากอิตาลี ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 โลก และพรมที่ปูพื้น ณ ห้องหลัก ยังครองสถิติพรมทอมือที่ใหญ่ที่สุดในโลก

หลังจากที่ได้ชื่นชมความสวยงามของมัสยิดไปแล้วก็เดินทางกันต่อเพื่อชมหมู่บ้านจำลองวิถีชีวิตคนพื้นเมือง “ Heritage Village” ที่มีการจำลองการใช้ชีวิตของคนสมัยก่อนในแถบทะเลทราย และ ด้านในยังมีส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่แสดงของใช้  เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ อาวุธ และ เครื่องมือทำมาหากินต่างๆ  นอกจากนี้ ยังมีโซนที่แสดงงานศิลปะ หัตถกรรมต่างๆ  ให้ได้เลือกซื้ออีกด้วย

จากนั้นเราแวะถ่ายรูปกับ โรงแรมที่ดีที่สุดของอาบูดาบี้ โรงแรม Emirate Palace โรงแรมระดับ  7 ดาว ที่เมื่อก่อนเคยเป็วัง ของท่าน ชีค ซายิด บิน สุลต่าน อัล นาห์ยัล  ประธานาธิปดีคนแรกของ UAE สวยงามเวอร์วัง เขาบอกว่ามูลค่าในการก่อสร้างสูงถึง 30 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว หน้าประตูที่เราไปถ่ายรูปนั้น เป็นประตูที่ใช้สำหรับคนสำคัญของประเทศเท่านั้น

หลังจากถ่ายรูปก็ได้เวลาทานอาหารกลางวัน และ เดินทางกลับเมืองดูไบ เราใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการเดินทาง และ ก่อนที่เราจะกลับ ต้องแวะละลายเงินดีแรมห์ที่นี่เลย Emirate Mall ห้างที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของดูไบ ที่นี่เค้าเป็นห้างสรรพสินค้าที่สามารถเนรมิตหิมะให้ตกกลางทะเลทราย เพราะ เค้ามีโซนที่เป็น Ski Dubai ไฮโซมากๆ อยู่กลางทะเลทราย ก็เล่นสกีได้สินะ นอกจากสินค้าแบรนด์เนมจากทั่วโลกแล้ว สำหรับคุณแม่บ้านก็สามารถไปซื้อขนมฝากเด็กๆ ได้ที่ คาร์ฟูร์ มีทุกอย่างให้เลือกสรร  ที่แนะนำเลยก็คือ Choco Date  อินทผาลัมเคลือบชอกโกแลต และ นมอูฐ ต้องลอง!!

จบทริปนี้ ด้วยภาพชายหนุ่มคนนี้ เขาเป็นใคร ????  เขาคือ  ชีค ฮัมดัน บิน โมฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มักตูม มกุฎราชกุมารแห่งดูไบ ด้วยความหล่อและเป็นหนุ่มที่เสน่ห์แรงสุด ๆ ถึงขนาดว่านิตยสาร Forbes เคยจัดอันดับให้พระองค์เป็นหนึ่งในราชนิกุล รุ่นใหม่ที่ฮอตมากที่สุดในโลกมาแล้ว หล่อเนอะ แถมยังโสดด้วย

ทริปท่องเที่ยวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในครั้งต้องบอกว่า ครบทุกรส สนุก มันส์ ตื่นเต้น ตระการตา และงดงาม เป็นประเทศอาหรับที่อยู่ในความทรงจำอีกนานแสนนาน และ ที่จะไม่พลาด ก็คือ งาน World Expo ในปี 2020 ที่ UAE จะเป็นเจ้าภาพ       See you again UAE.

บอกต่อคนรู้จักของคุณ

ความคิดเห็นทั้งหมด 0 ความเห็น

สมัครรับข่าวสาร Pearl Vacation

รับรู้รายละเอียดและสิทธิิประโยชน์ล่าสุดก่อนใคร ผ่านทางอีเมล์ที่ได้ทำการลงทะเบียนไว้กับระบบ

ติดตามเราเพิ่มเติมผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค